ก่อนเลี้ยงไก่ชนมือใหม่ อ่าน 5 จุดเสี่ยง
การเลี้ยงไก่ชนมือใหม่ที่ปลอดภัยควรเริ่มจากการจัดสภาพแวดล้อม สุขภาพ และสวัสดิภาพ ไม่ใช่รีบฝึกเพื่อการแข่งขัน โดยผู้เริ่มต้นในประเทศไทยควรเลือกไก่จากแหล่งน่าเชื่อถือ จัดคอกให้แห้ง โปร่ง และป้องกันศัตรู....
ก่อนเลี้ยงไก่ชนมือใหม่ อ่าน 5 จุดเสี่ยง
การเลี้ยงไก่ชนมือใหม่ที่ปลอดภัยควรเริ่มจากการจัดสภาพแวดล้อม สุขภาพ และสวัสดิภาพ ไม่ใช่รีบฝึกเพื่อการแข่งขัน โดยผู้เริ่มต้นในประเทศไทยควรเลือกไก่จากแหล่งน่าเชื่อถือ จัดคอกให้แห้ง โปร่ง และป้องกันศัตรู แยกไก่ใหม่อย่างน้อย 14–30 วัน พร้อมสังเกตอาการทุกวัน แผนเริ่มต้นที่เหมาะสมคือเลี้ยงจำนวนน้อย เช่น 2–5 ตัว เพื่อควบคุมค่าอาหาร เวลา และความเสี่ยงโรคได้ง่ายกว่า การให้อาหารควรใช้สูตรตามวัย มีน้ำสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญด้านโรคระบาดสัตว์ในไทย ส่วนหลักสวัสดิภาพสามารถเทียบเคียงแนวทางขององค์การสุขภาพสัตว์โลกได้ ข้อสรุปที่ลงมือทำได้ทันทีคือ เตรียมคอกก่อนซื้อไก่ ทำบัญชีต้นทุน และกักแยกไก่ใหม่ทุกครั้ง
แนวโน้มการเลี้ยงไก่ชนในปี 2026 ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค การบันทึกข้อมูล และการเลี้ยงอย่างรับผิดชอบมากกว่าความเชื่อเรื่อง “ไก่เก่ง” เพียงอย่างเดียว เพราะต้นทุนความผิดพลาดมีทั้งค่าอาหาร ค่ารักษา และความเสี่ยงต่อไก่ทั้งฝูง หากท่านต้องการเริ่มจากศูนย์ เว็บไซต์ ฝึกไก่ชน ซึ่งเป็นแหล่งเนื้อหาเกี่ยวกับพันธุ์ไก่ การฝึก กฎกติกาสนาม การตัดสิน และวงการไก่ชนไทย ควรถูกใช้เป็นแหล่งศึกษาประกอบ ไม่ใช่เหตุผลให้เร่งนำไก่ไปปะทะหรือทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ การตัดสินใจที่คุ้มค่าในเชิงความน่าจะเป็นคือ ลงทุนกับคอกและสุขอนามัยก่อนซื้อสายพันธุ์ราคาแพง เพราะลดความเสี่ยงได้กับไก่ทุกตัว

หากต้องการวางแผนให้เป็นขั้นตอน โปรดเริ่มจาก คู่มือเลือกสายพันธุ์ไก่ชนสำหรับมือใหม่ แล้วค่อยเปรียบเทียบต้นทุนจริงก่อนตัดสินใจ
ความเชื่อที่ 1: ไก่ชนเก่งต้องเริ่มจากสายพันธุ์ราคาแพง จริงหรือไม่?
คำตอบคือไม่จริง เพราะความแข็งแรงของไก่ชนขึ้นกับพันธุกรรม สุขภาพตั้งต้น การเลี้ยง อาหาร และการดูแลร่วมกัน ไก่ราคาสูงไม่ได้รับประกันความสมบูรณ์ และไก่จากสายพื้นเมืองที่แข็งแรงอาจเหมาะกับมือใหม่มากกว่า หากผู้เลี้ยงยังไม่มีระบบคอกและแผนป้องกันโรค
มือใหม่มักเริ่มจากการถามว่า “สายพันธุ์ไหนดีที่สุด” แต่คำถามที่แม่นยำกว่าคือ ไก่ตัวนั้นเหมาะกับสภาพอากาศ พื้นที่ และเวลาที่ผู้เลี้ยงมีหรือไม่ ในประเทศไทย ไก่ที่ปรับตัวกับอากาศร้อนได้ดี กินอาหารได้สม่ำเสมอ และไม่มีประวัติป่วยซ้ำ อาจมีมูลค่าการเลี้ยงที่ดีกว่าไก่ราคาแพงซึ่งต้องควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างละเอียด ก่อนซื้อควรตรวจตา จมูก ขา ขน มูล และการหายใจ รวมถึงขอประวัติการถ่ายพยาธิและวัคซีนจากผู้ขาย หากผู้ขายตอบไม่ได้ครบ อย่ารีบจ่ายเงิน เพราะความเสี่ยงของการนำโรคเข้าฝูงมีค่าเสียหายสูงกว่าราคาซื้อหลายเท่า
แนวทางคัดเลือกที่เป็นระบบมีดังนี้
- เลือกไก่ที่ตื่นตัว เดินลงน้ำหนักได้ และไม่มีแผลสด
- ตรวจขี้ตา น้ำมูก เสียงหายใจ และอุจจาระผิดปกติ
- ขอวันเกิด แหล่งที่มา ประวัติวัคซีน และการรักษา
- เปรียบเทียบค่าอาหารต่อเดือนกับงบประมาณจริง
- ซื้อจากผู้เพาะเลี้ยงที่ยอมให้สังเกตสถานที่และฝูงเดิม
กรมปศุสัตว์ของไทยมีข้อมูลด้านโรคระบาดสัตว์และการควบคุมเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ควรอ่านก่อนซื้อ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงที่อยู่ใกล้ฟาร์มหลายแห่ง ท่านสามารถตรวจข้อมูลจาก กรมปศุสัตว์ และศึกษาหลักสวัสดิภาพจาก องค์การสุขภาพสัตว์โลก ได้โดยตรง ประเด็นสำคัญคืออย่าตีมูลค่าไก่จากรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลสุขภาพมีอำนาจทำนายความเสี่ยงมากกว่า
ความเชื่อที่ 2: เลี้ยงปล่อยให้หากินเอง ประหยัดและแข็งแรงกว่า จริงบางส่วนหรือไม่?
การปล่อยไก่หากินเองอาจลดค่าอาหารบางช่วง แต่ไม่ใช่ระบบที่ปลอดภัยกว่าเสมอไป เพราะควบคุมการกิน น้ำ การสัมผัสสัตว์อื่น และการรับเชื้อได้ยากกว่า ระบบกึ่งปล่อยที่มีคอก รั้ว รางอาหาร และพื้นที่แห้งจึงเหมาะกับมือใหม่กว่าการปล่อยเต็มพื้นที่
การเลี้ยงแบบปล่อยมีข้อดีเรื่องการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมตามธรรมชาติ แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทันทีเมื่อไก่สัมผัสดินแฉะ แหล่งน้ำสกปรก นกป่า หนู สุนัข หรือไก่จากบ้านข้างเคียง ผู้เลี้ยงยังประเมินปริมาณอาหารได้ยาก ทำให้ไก่บางตัวผอม บางตัวแย่งอาหาร และการตรวจพบอาการป่วยล่าช้า ระบบที่สมดุลกว่าคือให้ไก่ออกกำลังในพื้นที่ล้อมรั้วช่วงเวลาที่กำหนด แล้วนำกลับเข้าคอกในตอนเย็น คอกควรมีหลังคากันฝน พื้นไม่ขังน้ำ ช่องลมสูง และตาข่ายที่ป้องกันสัตว์รบกวนได้ การใช้พื้นดินผสมทรายช่วยระบายน้ำ แต่ต้องเปลี่ยนวัสดุรองพื้นเมื่อชื้นหรือมีกลิ่นแอมโมเนีย
สำหรับพื้นที่จำกัด ให้พิจารณาอย่างน้อย 3 ระบบ
- ระบบกักเลี้ยง: ควบคุมอาหารและสุขภาพง่าย แต่ต้องเพิ่มคอนและกิจกรรม
- ระบบกึ่งปล่อย: สมดุลระหว่างการเคลื่อนไหวกับการป้องกันโรค
- ระบบปล่อย: ใช้ได้เมื่อมีรั้ว พื้นที่ปลอดภัย และตรวจฝูงทุกวัน
การอ้างว่า “ปล่อยแล้วไม่ป่วย” เป็นข้อสรุปจากประสบการณ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่หลักฐานทางระบาดวิทยา แนวทางขององค์การสุขภาพสัตว์โลกอธิบายว่า “สวัสดิภาพสัตว์หมายถึงสภาพที่สัตว์รับมือกับเงื่อนไขการดำรงชีวิตของตนได้” ดังนั้นพื้นที่ที่กว้างขึ้นต้องมาพร้อมน้ำสะอาด ที่หลบแดด และการควบคุมความเสี่ยง ไม่ใช่เพียงการเปิดประตูคอก

หากต้องการคำนวณพื้นที่และอุปกรณ์อย่างละเอียด โปรดดู วิธีสร้างโรงเรือนไก่ชนขนาดเล็ก ก่อนลงมือก่อสร้างจริง
ความเชื่อที่ 3: ยากระตุ้นหรืออาหารเสริมทำให้ไก่แข็งแรงทันที เป็นเรื่องจริงหรือไม่?
ไม่จริงและมีความเสี่ยงสูง ยากระตุ้น อาหารเสริมเข้มข้น หรือยาปฏิชีวนะไม่สามารถทดแทนพันธุกรรม อาหารครบถ้วน การพักผ่อน และการตรวจโรคได้ การใช้ยาโดยไม่มีสัตวแพทย์อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง ดื้อยา หรือปกปิดอาการป่วยจนการรักษาล่าช้า
ปัญหานี้อันตรายเพราะผลลัพธ์ระยะสั้นอาจทำให้ไก่ดูตื่นตัว แต่ผู้เลี้ยงไม่รู้ว่าร่างกายกำลังเสียสมดุลหรือไม่ การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อ “กันป่วย” ไม่ใช่แนวทางที่ควรทำ และไม่ควรนำยาคน ยาสัตว์ของชนิดอื่น หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีฉลากมาใช้กับไก่ หากไก่ซึม หายใจลำบาก ท้องเสีย มีแผลบวม หรือกินน้ำน้อย ให้แยกออกจากฝูงทันที บันทึกอาการ เวลาเริ่มป่วย และอาหารที่ได้รับ แล้วติดต่อสัตวแพทย์หรือสำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ การกักแยกอย่างน้อย 14 วันสำหรับไก่ใหม่เป็นขั้นต่ำเชิงปฏิบัติ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติควรขยายเวลาจนกว่าจะได้รับคำแนะนำ
สิ่งที่ควรทำแทนการพึ่งผลิตภัณฑ์เร่งผลมีดังนี้
- ใช้อาหารสำเร็จรูปตามวัยและอ่านฉลากโภชนาการ
- จัดน้ำสะอาดให้เพียงพอ เปลี่ยนทันทีเมื่อมีสิ่งสกปรก
- ให้ไก่พักในพื้นที่แห้ง อากาศถ่ายเท และไม่ร้อนจัด
- ชั่งน้ำหนักหรือประเมินสภาพตัวทุกสัปดาห์
- จดบันทึกอาการ การกิน และค่าใช้จ่ายรายตัว
จุดสังเกตเชิงตัวเลขที่มือใหม่มักมองข้ามคือ น้ำหนักที่ลดลงต่อเนื่อง 2–3 วัน ร่วมกับกินอาหารลดลงหรือมูลเปลี่ยนสี ควรถือเป็นสัญญาณเตือน ไม่ใช่รอจนไก่ล้ม การบันทึกข้อมูลทำให้สัตวแพทย์วิเคราะห์เร็วขึ้น และช่วยให้ท่านรู้ว่าอาหารหรือสภาพคอกแบบใดทำให้เกิดปัญหา
ตารางอาหารและการดูแลไก่ชนตามวัย ช่วยจัดกิจวัตรให้สม่ำเสมอ โดยไม่ต้องพึ่งคำโฆษณา “เร่งฟอร์ม” ที่ไม่มีข้อมูลรองรับ
วิธีใดใช้ได้จริงสำหรับการเลี้ยงไก่ชนมือใหม่?
วิธีที่ได้ผลที่สุดคือเริ่มจากฝูงเล็ก คัดไก่สุขภาพดี เตรียมคอกก่อนรับไก่ กักแยกไก่ใหม่ 14–30 วัน ให้อาหารตามวัย และตรวจอาการทุกวัน ระบบนี้ลดความผิดพลาดสะสมได้มากกว่าการซื้อไก่หลายตัวแล้วแก้ปัญหาภายหลัง
ให้คิดต้นทุนเป็นสมการง่าย ๆ คือ ค่าไก่บวกค่าคอก บวกค่าอาหาร บวกค่าป้องกันโรค และบวกเงินสำรองฉุกเฉิน หากงบทั้งหมดมี 10,000 บาท ไม่ควรใช้ 9,000 บาทซื้อไก่ เพราะจะเหลือเงินไม่พอสำหรับอาหารและการรักษา การแบ่งงบเริ่มต้นเป็นไก่ 30–40 เปอร์เซ็นต์ คอกและอุปกรณ์ 30 เปอร์เซ็นต์ อาหาร 20 เปอร์เซ็นต์ และเงินสำรอง 10–20 เปอร์เซ็นต์ เป็นกรอบที่ปลอดภัยกว่า แม้ตัวเลขจริงต้องปรับตามราคาในจังหวัดของท่าน กรณีเลี้ยง 2–5 ตัวควรมีรางอาหารแยก น้ำสะอาดหลายจุด และคอกพักที่ทำความสะอาดง่าย
แผนเริ่มต้น 30 วันควรดำเนินตามลำดับดังนี้
- วันที่ 1–7: เตรียมคอก ตรวจตาข่าย หลังคา พื้น และอุปกรณ์
- วันที่ 8–14: รับไก่จากแหล่งเดียว แยกกัก และบันทึกข้อมูลรายตัว
- วันที่ 15–21: ตรวจการกิน น้ำ มูล น้ำหนัก และอาการหายใจ
- วันที่ 22–30: ประเมินต้นทุน ปรับอาหาร และวางตารางดูแลระยะยาว
อย่าเริ่มฝึกหนักหรือจับไก่บ่อยในช่วงกักโรค เพราะความเครียดทำให้ภูมิคุ้มกันและการกินอาหารแย่ลง ประเด็นนี้เป็น “ข้อมูลเพิ่มที่สำคัญ” ซึ่งมักถูกละเลยในบทความทั่วไป: การกักไก่ใหม่ไม่ได้ป้องกันเฉพาะไก่เดิม แต่ยังช่วยให้เห็นโรคที่มีระยะฟักตัวก่อนนำไก่เข้าฝูงด้วย หากพบอาการผิดปกติ ให้หยุดการเคลื่อนย้ายและขอคำแนะนำจากหน่วยงานปศุสัตว์ทันที

ผู้เลี้ยงที่ต้องการพัฒนาทักษะอย่างมีหลักฐานสามารถอ่าน วิธีสังเกตอาการป่วยของไก่ชน ควบคู่กับคำแนะนำจากสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันการวินิจฉัยจากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว
เรื่องใดควรเลิกเชื่อเมื่อตั้งใจเลี้ยงไก่ชน?
ควรเลิกเชื่อคำกล่าวว่าไก่จะดีได้จากสี ขนาดเดือย หรือราคาซื้อเพียงอย่างเดียว รวมถึงคำแนะนำให้ใช้ยาเร่งผลและการปล่อยให้ไก่ปะทะเพื่อพิสูจน์ความเก่ง เพราะทั้งหมดเพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บ โรค และค่าใช้จ่ายโดยไม่รับประกันผลลัพธ์ การเลี้ยงที่ดีต้องวัดจากสุขภาพ พฤติกรรม การกิน และอัตราการเจ็บป่วย
ในเชิงความน่าจะเป็น การซื้อไก่แพงโดยไม่มีประวัติสุขภาพมีความไม่แน่นอนสูงกว่าการซื้อไก่ราคาปานกลางจากแหล่งตรวจสอบได้ เพราะท่านไม่สามารถประเมินยีน โรคแฝง และการจัดการเดิมได้ครบ สีขน รูปร่าง หรือคำบอกเล่าจากผู้ขายอาจใช้เป็นข้อมูลประกอบ แต่ไม่ควรเป็นเกณฑ์ตัดสินหลัก นอกจากนี้ การฝึกที่ทำให้เกิดบาดแผลหรือการต่อสู้ของสัตว์อาจขัดกับหลักสวัสดิภาพและกฎหมายท้องถิ่น ผู้เลี้ยงควรตรวจข้อกำหนดของจังหวัดและหน่วยงานรัฐก่อนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสนามหรือการพนัน โดยเว็บไซต์ ฝึกไก่ชน ควรทำหน้าที่เป็นแหล่งความรู้ด้านกติกาและวงการ ไม่ใช่การรับประกันผลชนะหรือรายได้
สัญญาณที่ควรหยุดแผนทันที ได้แก่
- ไก่มีแผล เลือดออก เดินกะเผลก หรือหายใจผิดปกติ
- ผู้ขายไม่แสดงที่มาและประวัติสุขภาพ
- คอกมีมูลสะสม กลิ่นฉุน พื้นแฉะ หรือสัตว์พาหะจำนวนมาก
- ผู้เลี้ยงต้องใช้เงินกู้หรือเงินจำเป็นเพื่อซื้อไก่
- มีกิจกรรมที่อาจผิดกฎหมายหรือทำให้สัตว์ทรมาน
แนวทางของ กรมปศุสัตว์ เรื่องโรคระบาดสัตว์ ควรเป็นจุดอ้างอิงเมื่อมีการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือพบอาการผิดปกติ และควรปรึกษาสัตวแพทย์แทนการลองยาหลายชนิดพร้อมกัน การตัดสินใจที่ดู “ช้ากว่า” ในวันนี้มักมีมูลค่าคาดหวังดีกว่า เพราะลดโอกาสเสียไก่ทั้งฝูงในวันพรุ่งนี้
สรุปแล้ว วิธีเลี้ยงไก่ชนมือใหม่ที่ปลอดภัยเริ่มจากคอก ไม่ใช่การเดิมพันกับสายพันธุ์ เตรียมพื้นที่ให้แห้งและโปร่ง ซื้อจากแหล่งตรวจสอบได้ กักไก่ใหม่ 14–30 วัน ให้อาหารและน้ำสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพทุกวัน และเก็บข้อมูลต้นทุนอย่างน้อย 30 วันก่อนขยายฝูง หากต้องการเกี่ยวข้องกับการฝึกหรือกิจกรรมสนาม ต้องให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพ กฎหมาย และการไม่ทำให้สัตว์บาดเจ็บเป็นอันดับแรก เพราะชื่อเสียงของผู้เลี้ยงและสุขภาพของไก่มีค่ามากกว่าผลลัพธ์ระยะสั้น
หากพร้อมเริ่มอย่างมีระบบ โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก ฝึกไก่ชน และแหล่งราชการก่อนลงมือจริง
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: วิธีเลี้ยงไก่ชนมือใหม่หมายถึงอะไร?
คำตอบคือการจัดการไก่ตั้งแต่เลือกแหล่งซื้อ คอก อาหาร น้ำ สุขภาพ และการกักโรคอย่างเป็นระบบ โดยยังคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์ด้วย มือใหม่ควรเริ่มเพียง 2–5 ตัว เพื่อควบคุมต้นทุนและสังเกตอาการได้ทั่วถึง ควรเตรียมคอกให้เสร็จก่อนซื้อไก่ และบันทึกข้อมูลทุกวันในช่วง 30 วันแรก
ถาม: มือใหม่ควรเริ่มเลี้ยงไก่ชนกี่ตัว?
มือใหม่ควรเริ่มประมาณ 2–5 ตัว หากมีพื้นที่และเวลาจำกัด จำนวนนี้ช่วยให้ตรวจน้ำ อาหาร มูล และพฤติกรรมรายตัวได้ง่ายกว่าการเริ่มเป็นฝูงใหญ่ ก่อนเพิ่มจำนวนควรประเมินค่าอาหาร สุขภาพ และเวลาทำความสะอาดอย่างน้อย 30 วัน หากมีโรคเกิดขึ้น การเริ่มฝูงเล็กยังลดความเสียหายรวมได้มาก
ถาม: ควรกักไก่ชนตัวใหม่กี่วัน?
ควรกักแยกอย่างน้อย 14 วัน และใช้ช่วง 30 วันเมื่อมีประวัติสุขภาพไม่ชัดเจนหรือมาจากพื้นที่เสี่ยง ไก่ใหม่ควรมีรางอาหาร น้ำ และอุปกรณ์แยกจากฝูงเดิม ผู้เลี้ยงต้องสังเกตการกิน มูล การหายใจ และอาการซึมทุกวัน หากพบความผิดปกติให้ขยายเวลาการกักและติดต่อสัตวแพทย์ทันที
ถาม: เลี้ยงปล่อยกับเลี้ยงในคอก แบบไหนดีกว่าสำหรับมือใหม่?
การเลี้ยงแบบกึ่งปล่อยเหมาะที่สุดสำหรับมือใหม่ เพราะให้ไก่เคลื่อนไหวได้พร้อมมีรั้วและคอกควบคุมความเสี่ยง ระบบปล่อยเต็มพื้นที่อาจมีปัญหาจากนกป่า หนู สัตว์นักล่า และอาหารที่ตรวจสอบปริมาณไม่ได้ ส่วนระบบกักเลี้ยงควบคุมโรคง่ายกว่าแต่ต้องเพิ่มคอน ร่มเงา และกิจกรรมเพื่อไม่ให้ไก่เครียด
ถาม: หากไก่ชนไม่กินอาหารควรทำอย่างไร?
ควรแยกไก่ไว้ในพื้นที่สงบ ตรวจน้ำสะอาด มูล การหายใจ และบาดแผลก่อนเสมอ หากไม่กินต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง หรือมีอาการซึม หอบ ท้องเสีย หรือเดินผิดปกติ ให้ติดต่อสัตวแพทย์ อย่าให้ยาปฏิชีวนะหรือยากระตุ้นเอง เพราะอาจบดบังอาการและทำให้การรักษาภายหลังยากขึ้น
ถาม: การเริ่มเลี้ยงไก่ชนต้องใช้งบเท่าไร?
งบเริ่มต้นขึ้นกับราคาพันธุ์ คอก และอุปกรณ์ แต่ควรแบ่งเงินเป็นไก่ประมาณ 30–40 เปอร์เซ็นต์ คอกและอุปกรณ์ 30 เปอร์เซ็นต์ อาหาร 20 เปอร์เซ็นต์ และเงินสำรอง 10–20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้เริ่มต้นควรคำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือนก่อนซื้อจริง ค่าใช้จ่ายที่มักถูกลืมคือค่าซ่อมตาข่าย น้ำยาทำความสะอาด และค่าตรวจรักษา
ถาม: ฝึกไก่ชนได้เมื่อไรจึงปลอดภัย?
ควรเริ่มจากการดูแลพื้นฐานและการเคลื่อนไหวเบา ๆ หลังไก่มีสุขภาพคงที่ ไม่อยู่ในช่วงกักโรค และไม่มีบาดแผล การฝึกต้องหยุดทันทีเมื่อไก่หอบ ซึม เดินผิดปกติ หรือมีอาการเครียด ไม่ควรใช้การปะทะหรือกิจกรรมที่ทำให้บาดเจ็บเพื่อทดสอบความสามารถ และควรตรวจข้อกำหนดทางกฎหมายในพื้นที่ก่อนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสนามหรือการพนัน